“เราต้องเชื่อฟังพระเจ้ายิ่งกว่ามนุษย์”

Notes
Transcript
Sermon Tone Analysis
A
D
F
J
S
Emotion
A
C
T
Language
O
C
E
A
E
Social
“เราต้องเชื่อฟังพระเจ้ายิ่งกว่ามนุษย์”
คริสตจักรไคร้สตเชิช กรุงเทพ/ แองลิกันลาดกระบัง
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม 2022
กิจการ 5: 27-32 / ยอห์น 20: 19-31
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Word Count 3,000 ; Time 30 minutes
พระเจ้าสถิตกับท่าน [และสถิตกับท่านด้วย]
พี่น้องที่รักครับ คริสตจักรยังอยู่ในเทศกาลอีสเตอร์นะครับ พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตายเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว เทศกาลพระคริสต์คืนพระชนม์ หรืออีสเตอร์ เป็นช่วงเวลานะครับ ประกอบไปด้วย สามเหตุการณ์ที่สำคัญ พระเยซูทรงเป็นขึ้นจากความตาย พระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์และประทับที่เบื้องขวาพระหัตถ์พระเจ้าพระบิดา และการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์กับบรรดาอัครทูตและผู้เชื่อในวันเพเทคอสต์
สามเหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นในเทศกาลอีสเตอร์ครับ และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่เกิดขึ้นจากสามเหตุการณ์นี้คือ “คริสตจักร” ครับ
บรรดาอัครทูตได้เป็นพยานถึงความจริงในเหตุการณ์สำคัญนี้ คือ การเป็นขึ้นจากความตาย การเสด็จขึ้นสู่สวรรค์และประทับที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าพระบิดา และ การเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อช่วยบรรดาอัครทูตให้เป็นพยานถึงความจริงนี้ ด้วยฤทธิ์เดชผ่าน หมายสำคัญ และการอัศจรรย์ ด้วยใจที่กล้าหาญ จากเดิมที่ทอดทิ้งพระเยซูด้วยความกลัว แต่เดี๋ยวนี้กลับมาประกาศพระคริสต์ด้วยใจกล้าหาญ
หลังจากการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในกิจการ 2 เปโตรที่ประกอบไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ บัดนี้ เปโตรคนใหม่ มีใจกล้าหาญ ปราศจากความกลัว เปโตรกล้าที่จะลุกขึ้นเทศนากับบรรดาคนยิวที่มาในเทศกาลวันเพนเทคอสต์ เป็นพยานถึงพระเยซูคริสต์ว่าทรงเป็นพระเมสสิยาห์ที่ยิวรอคอย เทศนาครั้งแรก เขาเทศนาด้วยใจกล้าหาญและด้วยความเชื่อด้วยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คนกลับใจพร้อมกันสามพันคน เกิดเป็น “คริสตจักร”
กิจการ 2 นายแพทย์ลูกาได้บันทึกว่า คริสตจักรยุคแรก ที่เริ่มต้นด้วยคนยิวในเยรูซาเล็ม ผู้เชื่อเหล่านั้นก็อยู่ร่วมกันและนำทุกสิ่งมารวมเป็นของกลาง พวกเขาแบ่งปันทรัพย์สินให้แก่กันและกันตามความจำเป็น ทุกๆวัน พวกเขาต่างอุทิศตัวอยู่ด้วยกันในพระวิหารและหักขนมปังตามบ้านด้วยความชื่นชมยินดี และ พระเจ้าก็โปรดให้คนทั้งหลายที่กำลังจะรอด เพิ่มจำนวนเข้ามามายิ่งขึ้นทุกๆวัน
กิจการ 3 เปโตรทำการอัศจรรย์ด้วยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ รักษาขอทานที่เป็นง่อย
เมื่อเกิดคริสตจักร สาวกประกาศข่าวดีนี้ พระคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย ความรอดจากความบาป กลับมาคืนดีผ่านทางพระคริสต์ เกิดมีผู้เชื่อมากขึ้นๆ ในเยรูซาเล็ม
กิจการ 4 เปโตรกับยอห์นถูกกดดัน ข่มขู่ และจับขังคุกโดยสภาปกครองยิว หรือ Sanhedrin สั่งให้อัครทูตทั้งสอง ให้หยุดประกาศพระนามพระเยซูว่าเป็นพระเมสสิยาห์ และหยุดปล่อยข่าว เรื่องการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ หรือถ้าเป็นยุคปัจจุบันคือ ให้หยุด Fake news นี้เสีย เพราะทำให้สังคมในเยรูซาเล็มวุ่นวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความจริงที่พระเยซูทรงเป็นขึ้นจากความตาย และเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ ทำให้สภายิวเสียหาย เพราะสภายิวนี้แหละครับ ที่ตัดสินพระเยซูคริสต์อย่างไม่เป็นธรรม และส่งพระเยซูให้กับปิลาตเพื่อให้ตัดสินรับโทษประหารชีวิต สิ้นพระชนม์ ถูกตรึงที่ไม้กางเขน
หลายครั้งการพูดความจริง คนที่พูดความจริงต้องจ่ายราคา เหมือนอย่างเปโตรกับยอห์นครับ
นี่จึงเป็นเหตุผลนะครับที่เรามักจะยอมดำเนินชีวิตอยู่ในความเท็จ ไม่กล้าพูดความจริง เพราะเรามีความกลัว
ในปี 1951 มีนักจิตวิทยาสังคม Solomon Asch ได้ทำการทดลองที่คลาสสิกมาก ครั้งหนึ่ง
แอสช์เริ่มจากการชวนหนุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย 50 คนเข้ามาร่วมทดลอง โดยบอกว่าเป็นการทดสอบการรับรู้ทางสายตา แต่ละห้องจะมีผู้เข้าร่วมการทดลอง 7-9 คนนั่งเรียงหน้ากระดานเตรียมตอบคำถาม โดยมีเพียง 1 คนเท่านั้นที่เป็น ‘ผู้เข้าร่วมการทดลองจริง’ ส่วนคนที่เหลือคือ ‘หน้าม้าที่นัดกันมาตอบผิด’
จากนั้นแอสช์จะให้ผู้เข้าร่วมการทดลองตอบคำถามทีละคนอย่างเสียงดังฟังชัดว่า ‘เส้นตรงที่กำหนดให้ มีขนาดเท่ากับเส้นตรงไหน 3 ตัวเลือกนี้ ?’ โดยแอสช์ตั้งใจให้ผู้เข้าร่วมการทดลองได้ตอบคำถามเป็นคนท้าย ๆ และตั้งใจให้เส้นตรงแต่ละเส้นมีความยาวต่างกันอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมการทดลองตอบคำถามได้ และรู้สึกว่าแบบทดสอบนี้ช่างง่ายแสนง่าย
เมื่อเริ่มถาม 2 ข้อแรก หน้าม้าทุกคนหลอกให้ผู้เข้าร่วมการทดลองตายใจ ด้วยการเลือกตอบข้อที่ถูกต้องอย่างเป็นเอกฉันท์ และเมื่อมาถึงข้อที่ 3 หน้าม้าทุกคนเริ่มพร้อมใจกันเลือกตอบข้อที่ผิดอย่างเห็นได้ชัด เช่น หากคำตอบคือเส้นที่สั้นที่สุด แต่หน้าม้า ‘ทุกคน’ เลือกตอบเส้นที่ยาวที่สุด เพื่อดูว่าผู้เข้าร่วมการทดลองจะยอมตอบผิดตามไปด้วยหรือไม่
แอสช์ตกลงกับหน้าม้าว่าให้ทุกคนตอบผิดแบบนี้ติดต่อกัน 18 ครั้ง ผลปรากฏว่าผู้เข้าร่วมการทดลองตอบผิดตามหน้าม้าถึง 12 ครั้ง และเกือบ 75% ยอมตอบผิดตามหน้าม้าอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
หลังจบการทดลอง พวกเขาให้สัมภาษณ์ว่า จริง ๆ แล้วตัวเองไม่ได้เชื่อคำตอบของหน้าม้าคนอื่น ๆ แต่ก็ยอมตอบผิดตามเพราะกลัวว่าถ้าตอบสิ่งที่ต่างออกไปแล้วจะกลายเป็นตัวตลก รู้สึกแปลกแยกหรือไม่ได้รับการยอมรับ มีเพียงไม่กี่คนที่เชื่อคำตอบของหน้าม้าจริง ๆ
พี่น้องครับ เราในฐานะผู้เชื่อ สำหรับผู้เชื่อหลายคนนะครับ โดยเฉพาะผู้เชื่อใหม่ เราอาจจะเป็นผู้เชื่อคนเดียวในครอบครัว เวลาไปงานเลี้ยงในครอบครัวใหญ่ ลุงป้าน้าอา เราอาจจะเป็นคริสเตียนเพียงคนเดียว หรือในที่ทำงาน ทั้งชั้นในที่ทำงาน อาจมีเราเพียงคนเดียวที่เป็นคริสเตียน หรือในหมู่เพื่อนๆของเรา ชั้นเรียนที่เราเรียนอยู่
หลายครั้งเราก็เหมือนกับคนในกลุ่มทดลองของ แอสช์ ครับ เราเลือกที่จะเงียบ หรือกลมกลืนไปกับเพื่อนๆ สังคมที่อยู่รอบตัวเรา โดยเฉพาะในความเชื่อคริสตชนของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความจริงเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ เราอาจเลือกที่จะกลมกลืนไปกลับเขาเหล่านั้น เพราะเราไม่ต้องการแปลกแยก เวลาเขาคุยกันเรื่องที่ไม่สมควร หรือทำในสิ่งที่จิตสำนึกเรารู้ว่าไม่ถูกต้อง เราก็เลือกที่จะตามน้ำไปด้วยกับเขา
เราอาจเลือกที่จะทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะใครๆเค้าก็ทำกัน เราไม่กล้าที่จะยืนหยัดในความจริง เพราะความกลัวไม่เข้าพวก กลัวที่จะแปลกแยก หรือกลัวอำนาจบางอย่างของคนบางคนที่อาจอยู่เหนือเรา หัวหน้างาน ลูกค้ารายสำคัญของเรา เราอาจจะไม่เจอหนักเหมือนอัครทูตที่ถูกกดดัน ข่มขู่และจับติดคุก ให้หยุดพูดความจริงเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์
พระคำในวันนี้ครับ ในกิจการ 5 เปิดเผยเราครับ ว่า ในสถานการณ์ที่ในที่สุดแล้ว บีบบังคับให้เราต้องเลือกที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง และพูดความจริง ให้เราเลือกที่จะ “ยำเกรงพระเจ้ายิ่งกว่ามนุษย์” พระคัมภีร์ตอนนี้สอนเราอย่างไรที่สามารถเอาชนะความกลัว ในการประกาศความจริงเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์
แต่ก่อนที่เราจะรับพระคำพระเจ้า ให้เราร่วมใจกันอธิษฐานครับ
“พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ โปรดประทานหัวใจที่ถ่อม ยินดีรับการสอน และใจที่เชื่อฟัง ในขณะที่ลูกรับการเปิดเผยและสำแดงจากพระคำของพระองค์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ขอทรงประทานกำลังที่ลูกจะสามารถกระทำตามสิ่งที่พระองค์ทรงเปิดเผยและสำแดง ให้เป็นจริงในชีวิตของลูก ในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน”
ธีมหลักในกิจการ 5 คือ “ยำเกรงพระเจ้ายิ่งกว่ามนุษย์” ถ้าเราอ่านกิจการ 5 ทั้งบท เราก็จะพบว่า ประกอบไปด้วยสองเรื่อง
(1) อานาเนียกับสัปฟีราโกหกพระวิญญาณบริสุทธิ์เกี่ยวกับเงินถวายที่ดินที่เขาขาย เขาโกหกกับอัครทูตและคริสตจักรว่าเขาถวายเงินทั้งหมด ทั้งที่ความจริงเขาเก็บไว้บางส่วน ไม่ได้ให้ทั้งหมด และ
(2) อัครทูตทั้ง 12 คน ถูกสั่งจำคุกหลวงโดยสภายิว เรื่องราวสองเรื่องราวนี้ในบทที่ 5 สองเรื่องราวนี้ดูผิวเผินเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ทั้งสองเรื่องนี้พระเจ้ากำลังสอนเรา ให้เรา “ยำเกรงพระเจ้ายิ่งกว่ามนุษย์”
อานาเนียกับสัปฟีรา ไม่ได้ยำเกรงพระเจ้า สามีภรรยาคู่นี้ต้องการได้รับการยอมรับจากมนุษย์ ต้องการคำชื่นชมจากคริสตจักรและอัครทูต เมื่อเขาเห็นบารนาบัสนำเงินทั้งหมดจากการขายที่ดินมาถวายให้กับพระเจ้าผ่านอัครทูต พวกเขาก็อยากจะทำบ้าง เพราะอยากจะได้รับการยอมรับจากคริสตจักร และ อัครทูต แต่กลับเก็บเงินบางส่วนไว้ ความจริงถ้าเขายอมรับความจริงว่าเขาถวายแค่บางส่วน พวกเขาคงไม่ต้องถูกพิพากษาจากพระเจ้า ล้มลงตายทันทีต่อหน้าอัครทูตและคริสตจักร พระคัมภีร์บันทึกในข้อที่ 11 ว่า “11ทั่วคริสตจักรและทุกคนที่ได้ยินเหตุการณ์นั้นก็เกิดความเกรงกลัวอย่างยิ่ง”
Keyword ครับ ความยำเกรง/ ความเกรงกลัวครับ “Fear of the Lord”
อัครทูตทั้ง 12 คน แทนที่จะกลัวมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสภายิว Sanhedrin ที่มีอำนาจมากในเวลานั้น คำสั่งให้พวกเขาหยุดการประกาศข่าวที่พระคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย บรรดาอัครทูตเลือกที่จะยำเกรงพระเจ้ายิ่งกว่ามนุษย์ เมื่อทูตสวรรค์มาปล่อยอัครทูตทั้ง 12 คนออกจากคุกหลวงอย่างอัศจรรย์ ทั้งหมดไม่ได้หนีไปไหนนะครับ แต่ยังคงกลับไปที่เดิมครับที่เขาเคยถูกจับ คือ ที่บริเวณเฉลียงโซโลมอนในพระวิหาร เพราะทูตสวรรค์บอกพวกเขาว่าในข้อ 20 ว่า
“จงไปยืนในบริเวณพระวิหารประกาศบรรดาข้อความแห่งชีวิตใหม่นี้ให้ประชาชนฟัง”
ดังนั้นเมื่อมหาปุโรหิตสั่งให้พวกเขาหยุดประกาศเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ เปโตรจึงตอบกับสภายิวในข้อที่ 29 ว่า
“29เปโตรกับอัครทูตคนอื่นๆ ตอบว่า “เราจำเป็นต้องเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่าเชื่อฟังมนุษย์”
เราเห็นอย่างชัดเจน จากสองเรื่องราวนี้ในบทที่ 5 คริสตจักรยุคแรก ประกอบไปด้วยคนสองประเภท ประเภทแรก “อานาเนียกับสัปฟีรา” เป็นตัวแทนคนกลุ่มนี้ เลือกที่จะต้องการการยอมรับจากมนุษย์ ต้องการคำชื่นชมจากมนุษย์ โดยเลือกที่จะไม่ยำเกรงพระเจ้า โกหกพระวิญญาณบริสุทธิ์ และ ประเภทที่สอง อัครทูตทั้งสิบสองคน เป็นตัวแทนของคนกลุ่มที่สอง คือ ผู้เชื่อที่ เลือกที่จะยำเกรงพระเจ้ายิ่งกว่ามนุษย์ ยังคงไม่หยุดที่จะประกาศข่าวประเสริฐ แม้ต้องพบกับการข่มเหง คุกคาม จำคุก และ การโบยตี
สามเหตุผลที่เราต้องเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่ามนุษย์
“ยำเกรงพระเจ้ายิ่งกว่ามนุษย์”
“แสวงหาการยอมรับจากพระเจ้าไม่ใช่การยอมรับจากมนุษย์”
เราพบเหตุผลสามประการนี้ได้ครับ จากคำให้การของอัครทูตเปโตรที่เป็นตัวแทนของอัครทูตทั้ง 12 คน ต่อสภายิว Sanhedrin
(1) พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย (ข้อ 30)
“30พระเยซูผู้ซึ่งพวกท่านฆ่าเสียโดยแขวนไว้ที่ต้นไม้ (หมายถึง ไม้กางเขน) พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเราทรงให้เป็นขึ้นมาแล้ว”
เหตุการณ์ การเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ทั้งหมด มนุษย์ทุกคนที่อยู่ภายใต้ความบาปล้วนหนีความตายไม่พ้น การเป็นขึ้นจากความตายของพระคริสต์ คือ ไม่ต้องตายอีกต่อไป รับสภาพร่างกายใหม่นิรันดร์ มีประจักษ์พยานมากมายที่รับรู้และมีประสบการณ์ร่วมกับพระเยซูหลังจากเป็นขึ้นจากความตาย ทั้งต่อคนสองคน คนหลายคน บรรดาอัครทูตและคนมากกว่า 500 คน ต่างเป็นพยานถึงเหตุการณ์สำคัญนี้
การเป็นขึ้นจากความตายของพระคริสต์ จึงเป็นการประกาศให้มนุษย์ทุกคนได้รับรู้ว่า บัดนี้ โลกใหม่ได้เข้ามาแล้ว New World และ การทรงสร้างใหม่ หรือ New Creation ได้มาแล้ว เริ่มต้นในพระคริสต์ มนุษย์มีความหวังแล้ว แผนการความรอดพ้นจากความพินาศ ความบาปและความตาย ได้เป็นจริงแล้วและพบในองค์พระเยซูคริสต์เท่านั้น
บรรดาอัครทูตและผู้เชื่อ ต่างร่วมใจกันประกาศข่าวดีนี้ด้วยใจกล้าหาญ กิจการ 4 เปโตรได้กล่าวกับสภายิวว่า “ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย เพราะว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายให้รอดได้นั้น ไม่โปรดให้มีท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า”
ถ้ามีความรอดอื่นนอกจากพระคริสต์ เราก็ไม่จำเป็นต้องประกาศครับ พี่น้องครับ
พี่น้องที่รักครับ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นความจริงครับ ในยอห์น 14:6 “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีใครมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา”
คนในโลกนี้ ความจริงสำหรับพวกเขาอาจจะเป็นแนวความคิด นามธรรม หลักคิด หรือ ธรรมะ แต่สำหรับ พระคัมภีร์แล้ว พระเยซูตรัสชัดเจนครับ ว่า พระองค์ทรงเป็นความจริง ความจริงของเรา คือบุคคล และพบในพระคริสต์เท่านั้นครับ
คริสตจักรจึงต้องประกาศพระคริสต์ ประกาศอย่างอื่นไม่ได้ และ คริสตจักรจะหยุดประกาศพระคริสต์ไม่ได้
หากวันไหนที่คริสตจักรหยุดประกาศพระคริสต์ พี่น้องมาร่วมประชุมกันในวันอาทิตย์ ก็ไม่แตกต่างจาก Social Club ครับ กลายเป็นเพียงแค่ ชมรมครับ เหมือนชมรมดนตรี ชมรมผู้สูงอายุ ที่มาพบปะกันอาทิตยละครั้ง
หรือคริสตจักรที่ทำสิ่งดีให้กับสังคม โดยไม่ประกาศพระคริสต์ และทำหน้าที่เพียงแค่งานสังคมสงเคราะห์ ทำความดี เพื่อสังคม เพื่อชุมชนเท่านั้น คริสตจักร ก็ไม่ต่างอะไรกับ องค์การการกุศลทั่วๆไป
งานพันธกิจที่ทำแต่สิ่งดีให้สังคม โดยไม่ประกาศพระคริสต์ ก็ไม่แตกต่างจาก หน่วยงานสังคมสงเคราะห์อื่นๆ
คริสตจักร และ พันธกิจของคริสตจักร ต้องประกาศพระคริสต์ครับ หยุดประกาศพระคริสต์ไม่ได้ เพราะหัวใจของข่าวประเสริฐ คือ พระเยซูคริสต์ ไม่ใช่แค่ ทำความดี ทำสิ่งดี ไม่ใช่แค่งานบริการชุมชน ไม่ใช่ Social Gospel
(2) พระเยซูคริสต์เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ และประทับที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าพระบิดา (ข้อ 31)
“31พระเจ้าทรงตั้งพระองค์ไว้ที่พระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์ ให้เป็นองค์พระผู้นำและองค์พระผู้ช่วยให้รอด เพื่อจะให้ชนอิสราเอลกลับใจใหม่ แล้วจะทรงอภัยบาปของเขาทั้งหลาย”
พระเยซูทรงเสด็จขึ้นสู่สรรค์ มอบหมายภาระการประกาศแผ่นดินของพระเจ้าในพระคริสต์ให้กับคริสตจักรครับ พระเจ้าทรงทำพันธกิจของพระองค์ ผ่านทางประชากรของพระองค์ครับ คือ คริสตจักร
พระคริสต์ทรงประทับเบื้องขวาพระหัตถ์พระเจ้าพระบิดา หมายถึง พระคริสต์ทรงมีสิทธิอำนาจสูงสุด สูงกว่าสิทธิอำนาจใดๆทั้งสิ้นในสวรรค์และบนแผ่นดินโลก
ดังนั้นจึงไม่แปลกใจครับ ว่าเปโตรจึงให้การต่อ สภายิว Sanhedrin ว่า “เราจำเป็นต้องเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่าเชื่อฟังมนุษย์”
(3) พระวิญญาณบริสุทธิ์ร่วมเป็นพยานกับเรา (ข้อ 32)
“32เราคือสักขีพยานของเรื่องเหล่านี้ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระเจ้าประทานกับทุกคนที่เชื่อฟังพระองค์นั้นก็เป็นพยานด้วย”
การประกาศและพยานเกี่ยวกับพระคริสต์ เราจำเป็นและต้องพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตของเราครับ การเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อที่เราจะ ประกาศพระคริสต์ ด้วยใจกล้าหาญ ด้วยสติปัญญา ถ้อยคำจากพระวิญญาณผู้ทรงสถิตในเรา และประกาศเป็นพยานด้วย ฤทธิ์เดช ด้วยครับ พระเจ้าจะยืนยันคำพยานของเราด้วยหมายสำคัญและการอัศจรรย์ครับพี่น้อง ผมจะเทศนาในรายละเอียด ฤทธิ์เดช และพระวิญญาณบริสุทธิ์ อีกครั้งนะครับ ในวันอาทิตย์เพนเทคอสต์ ในเดือนหน้า เมื่อคริสตจักรเฉลิมฉลองเทศกาลเพนเทคอสต์
พี่น้องที่รักครับ
คุณค่าของเราอยู่ที่พระเจ้าไม่ใช่อยู่ที่การยอมรับ หรือคำชื่นชมจากคำพูดของมนุษย์
อย่าให้เราดูถูกคุณค่าของเรา ผ่านค่าของงานที่ทำ ด้วยคำตัดสินจากมนุษย์ จากมุมมองของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานรับใช้พระเจ้า
ตอนที่ผมออกจากงานทิ้งเงินเดือนจำนวนมาก ทิ้งงานที่ดูเหมือนมั่นคง มีคริสเตียนบางคนพูดกับผมว่า จะออกมาทำไม เขาเห็นเงินเดือนที่ผมมี เห็นปริญญาหลายใบที่ผมมี เขาคงนึกเสียดายแทนผม
เมื่อพระเจ้าเรียก เราต้อง เลือกที่จะ “ยำเกรงพระเจ้ายิ่งกว่ามนุษย์” อย่าให้คุณค่าของเราขึ้นอยู่กับคำพูดของมนุษย์ครับ ไม่มีประโยชน์ แต่เราต้องตระหนักความจริงสามประการครับ พระคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย ทรงเป็นคำตอบของโลกนี้ ประการที่สอง พระคริสต์ทรงมีสิทธิอำนาจสูงสุดครับ ไม่ใช่มนุษย์ผู้ใด และ ประการสุดท้ายครับ เราต้องเป็นพยานด้วยการเต็มล้นในพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตของเราครับ เพื่อที่เราจะเทศนา สั่งสอน เป็นพยานพระคริสต์ ด้วยฤทธิ์เดช และสิทธิอำนาจจากพระวิญญาณครับ ไม่ใช่ด้วยกำลัง ถ้อยคำ และเพียงสติปัญญาของมนุษย์ อาเมนนะครับ
พี่น้องครับ ซาอูลเป็นตัวอย่าง คนที่หวั่นไหวจากมนุษย์ครับ พระเจ้าสั่งให้เขาจัดการกับคนอามาเลขให้หมด ทำลายฝูงสัตว์และสิ่งของมีค่าทั้งหมด แต่ซาอูลกลับเลือกที่จะไว้ชีวิตกษัตริย์ของอามาเลขและเก็บฝูงสัตว์ที่ดี และทรัพย์สมบัติ เขาเลือกที่ไม่ยำเกรงพระเจ้า เมื่อซามูเอลมาเตือน เขาตอบซามูเอลอย่างนี้ครับ
1ซามูเอล 15: 17-24
“24และซาอูลตรัสกับซามูเอลว่า “ข้าพเจ้าได้ทำบาปแล้ว เพราะข้าพเจ้าฝ่าฝืนพระบัญญัติของพระยาห์เวห์และถ้อยคำของท่าน เพราะข้าพเจ้ากลัวพวกทหารและฟังเสียงของพวกเขา”
ในที่สุดผ่านเหตุการณ์นี้ พระเจ้าก็ถอดการเจิมซาอูลจากการเป็นกษัตริย์ พระคัมภีร์บันทึกว่า ซามูเอลก็ไม่มาพบกับซาอูลอีกจนถึงวันสิ้นชีพและ พระยาห์เวห์ทรงเสียพระทัยที่ได้ทรงแต่งตั้งซาอูลเป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล ซาอูล ไม่ยำเกรงพระยาห์เวห์ แต่เลือกที่ต้องการคะแนนนิยมจากทหารของเขา
ในพันธสัญญาใหม่ครับ คนยิวที่วางใจในพระเยซูคริสต์แต่ไม่กล้าประกาศตัวเอง ครับ
ยอห์น 12:37-43
“42อย่างไรก็ดี แม้แต่ในพวกเจ้าหน้าที่เองก็มีหลายคนวางใจในพระองค์ แต่พวกเขาไม่ยอมรับพระองค์อย่างเปิดเผยเพราะกลัวพวกฟาริสี เขากลัวว่าจะถูกขับออกจากธรรมศาลา 43เพราะว่าพวกเขารักการชมของมนุษย์ มากกว่าการชมของพระเจ้า”
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นแบบอย่างให้กับเราครับ “ยำเกรงพระเจ้ายิ่งกว่ามนุษย์” ในการทำพันธกิจ ประกาศแผ่นดินพระเจ้าของพระองค์
มัทธิว 22:16
“16จึงใช้บรรดาศิษย์ของตนกับพวกเฮโรดไปทูลพระองค์ว่า “ท่านอาจารย์ เราทราบว่าท่านเป็นคนซื่อสัตย์ สั่งสอนทางของพระเจ้าตามความจริงโดยไม่ได้เอาใจใคร เพราะท่านไม่ได้เห็นแก่หน้าใคร”
สุภาษิต 29:25
“25การกลัวคนได้วางบ่วงไว้ แต่คนที่วางใจในพระยาห์เวห์ก็ปลอดภัย”
ให้เราร่วมใจกันอธิษฐานครับ
